พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระโอรสองค์ที่ 2 (ฝ่ายชาย) ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า “ฉิม” ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมาเป็นรัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อปี พ.ศ. 2352 ครองราชย์อยู่เป็นเวลา 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2367 ในรัชกาลของพระองค์บ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีศึกพม่ายกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ในตอนต้นรัชกาลแต่เพียงครั้งเดียวและพ่ายแพ้ไป ต่อมามีการเตรียมรบพม่าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.2363 แต่ก็ไม่มีการรบกันเพราะพม่าที่เตรียมทัพอยู่ที่เมาะตะมะเลิกทัพกลับไปเสียก่อน
เมื่อบ้านเมืองปกติสุข พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านศิลปะและวัฒนธรรมได้มีความเจริญก้าวหน้าทุกสาขา ทั้งด้านศิลปกรรม นาฏศิลป์ ดนตรี และวรรณคดี ความเจริญด้านศิลปกรรมทั้งหลายนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย นอกจากจะทรงปฏิบัติโดยพระองค์เองแล้ว ก็ยังทรงนำผู้อื่นให้ปฏิบัติด้วย
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทองของวรรณคดีสมัยหนึ่ง ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด จนมีคำกล่าวว่า “ในรัชกาลที่ 2 นั้น ใครเป็นกวีก็จะเป็นคนโปรด” พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละครทั้งละครในและละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิมและทรงนำมาแต่งใหม่เพื่อใช้ในการแสดงได้ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุทและอิเหนา โดยเฉพะเรื่องอิเหนานี้วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครรำที่แต่งดี นอกจากนี้ยังมีละครนอกอื่น ๆ เช่น ไกรทอง, สังข์ทอง, ไชยเชษฐ์, หลวิชัยคาวี, มณีพิชัย ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน และยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย, ชุดนาคบาศ, และชุดพรหมาสตร์ ด้านดนตรี พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในเครื่องดนตรีประเภท ซอสามสาย ซึ่งพระองค์มีเครื่องที่ทรงเล่นอยู่ชื่อว่า ซอสายฟ้าฟาด นอกจากนี้ยังใช้ในการพระราชนิพนธ์เพลง บุหลันลอยเลื่อน ด้านศิลปกรรม พระองค์ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม นอกจากนี้ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม อีกด้วย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเจ้าจอมมารดาเรียม ภายหลังได้รับการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ขึ้นเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงดำรงพระอิสริยยศพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ทรงปฏิบัติราชการในตำแหน่งสำคัญ เช่น ทรงกำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคต ที่ประชุมเสนาบดีเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณมาช้านาน จึงพร้อมใจกันเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367
พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ เช่น
1. การป้องกันพระราชอาณาจักร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว การทำศึกสงครามกับพม่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ได้สิ้นสุดลง (เนื่องจากในเวลานั้นพม่ากำลังเผชิญความขัดแย้งครั้งใหญ่กับจักรวรรดินิยมอังกฤษ) แต่ความสัมพันธ์กับลาว เขมร ซึ่งเป็นประเทศราช และญวน (เวียดนาม) เริ่มมีข้อขัดแย้งถึงขั้นต้องทำสงครามต่อกัน เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทร์ พยายามประกาศตัวเป็นเอกราชจากการเป็นประเทศของสยาม จึงก่อกบฎขึ้น ภายหลังเวียดนามหนุนเจ้าอนุวงศ์เข้ายึดเวียงจันทน์ แต่ฝ่ายสยามก็สามารถปราบปรามได้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2376 เกิดจลาจลในเวียดนามและการแย่งชิงเขมรกับเวียดนาม ทำให้รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพสยามไปสู้รบ (อานัมสยามยุทธ) นอกจากนี้ยังทรงปราบปรามหัวเมืองตะวันตก และหัวเมืองปักษ์ใต้ให้อยู่เป็นปกติสุขด้วย
เมื่อการศึกสงครามเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองชายพระราชอาณาจักร คือ เมืองจันทบุรี สร้างป้อมสำหรับหัวเมืองชายทะเล เช่น ป้อมเมืองฉะเชิงเทรา เมืองนครเขื่อนขันธ์ ต่อเรือกำปั่นรบ กำปั่นลาดตะเวนรักษาพระนครและใช้ค้าขาย กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือพระที่นั่งขึ้นไว้เป็นพระเกียรติยศสำหรับแผ่นดิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯยกฐานะหมู่บ้านต่าง ๆ ให้เป็นเมืองขึ้นกับกรมมหาดไทย และขึ้นกรมพระกลาโหมหลายเมือง ทำให้บ้านเมืองขยายอาณาเขตกว้างขวางและเจริญรุ่งเรือง
2. การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างยิ่ง คือ การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างบูรณะพระอารามขึ้นมากมายทั้งในพระนครและหัวเมือง กับทั้งยังทรงสนับสนุนให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร คหบดี ช่วยกันสร้างวัดเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งของพระสงฆ์และอาณาประชาราษฎร์
พระอารามในรัชกาลนี้ล้วนตกแต่งด้วยฝีมือช่างศิลป์ฝีมือประณีตที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเสริมฟื้นฟูขึ้นหลายสาขา ซึ่งมีทั้งงานช่างอย่างโบราณและแบบที่ทรงพระราชดำริขึ้นใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “แบบพระราชนิยม” คือ การนำศิลปะจีนผสมผสานกับศิลปะไทยให้กลมกลืน เพื่อความสวยงาม คงทนถาวร ทั้งนี้พระองค์ทรงครองราชย์หลังจากสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 44 ปี สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่สร้างด้วยเครื่องไม้ ทำให้ชำรุดเสียหายไปตามกาลเวลา จึงต้องทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นก่อนหน้านี้โดยตลอด อีกทั้งการซ่อมแซมวัดวาอารามต่าง ๆ จำนวนมากในคราวเดียวย่อมต้องใช้ช่างฝีมือจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งไม่เพียงพอ พระองค์จึงสร้างวัดตามแบบพระราชนิยมโดย การก่ออิฐถือปูน ตัดเครื่องตกแต่งที่แตกหักผุพังง่ายออกไป ใช้การประดับด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา ซึ่งมีสีสันสดใสและทนทานกว่า รวมทั้งเขียนภาพจิตรกรรมตกแต่งฝาผนังภายในและสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานประจำอารามไว้จำนวนมาก
พระอารามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ เช่น วัดจอมทอง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อครั้งยังดำรงพระยศพระเจ้าลูกยาเธอ ทรงยกกำลังไปขัดตาทัพที่เมืองกาญจนบุรีและเสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ สมเด็จพระบรมชนกนาถจึงพระราชทานนามว่า วัดราชโอรสาราม ซึ่งถือเป็นวัดแรกที่มีการสร้างตามรูปแบบพระราชนิยม วัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี ทรงสร้างอุทิศพระราชทานพระชนก พระชนนีของพระราชมารดา วัดเทพธิดาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานเป็นเกียรติยศพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ
3. การเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจ การคลังมาแต่ยังมิได้เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงเคยกำกับราชการกรมพระคลังมหาสมบัติและกรมท่าในสมัยรัชกาลที่ 2 ทั้งได้ทรงแต่งสำเภาไปค้าขายในเมืองจีน จนทรงได้รับพระนามที่สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงเรียกยกย่องว่า เจ้าสัว
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขวิธีการเก็บภาษีอากรใหม่ และทรงตั้งระบบเจ้าภาษีนายอากร รับประมูลไปจัดเก็บภาษีส่งแก่ราชการ ทำให้รายได้แผ่นดินสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมพระราชทรัพย์ไว้ใช้ในราชการแผ่นดินเมื่อจำเป็น เรียกกันว่า เงินถุงแดง ขณะทรงประชวรใกล้สวรรคตได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำรัสแสดงความห่วงใยบ้านเมืองไว้ว่า
พระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระชนมพรรษา 64 พรรษา