จากกรณีรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตและรัฐบาลไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ นายปรีดี พนมยงค์ จึงได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จึงดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2489
ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะทหารยึดอำนาจรัฐบาลและให้นายควง อภัยวงศ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ได้ 6 เดือน คณะรัฐประหารก็ให้ออก แล้วเชิญจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดังจะเห็นได้จากรัฐบาลในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีหลายชุด แต่ละชุดมีเวลาบริหารประเทศไม่นาน และรัฐบาลก็มีความเคารพในระบบรัฐสภา โดยรัฐบาลทุกชุดจะลาออกเมื่อไม่ผ่านการลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในปี พ.ศ. 2500 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยอ้างเหตุผลจากกรณีการเลือกตั้งสกปรกในปีเดียวกัน การรัฐประหารดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยตลอดระยะเวลานานถึง 16 ปี โดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปกครองประเทศด้วยฐานะของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่มีอำนาจเด็ดขาด ยกเลิกระบบรัฐสภาแล้วใช้ระบบสภานิติบัญญัติที่ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และประชาชนไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง
ลักษณะการปกครองแบบเผด็จการทหารอำนาจเด็ดขาดเริ่มต้นเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2501 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังยินยอมให้มีระบบรัฐสภาอยู่ได้ พอหลังจากปี พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ก็ปกครองประเทศโดยการใช้อำนาจเด็ดขาดตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ที่ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีอย่างมาก
หลังจากจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชย์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้สืบทอดรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการทหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่การเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ไม่มีความมั่นคงเหมือนสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยอาจแบ่งยุคสมัยทางการเมืองในสมัยรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ออกได้เป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ สมัยการปกครองแบบเผด็จการทหาร (พ.ศ. 2506-2511) ซึ่งคงใช้รูปแบบการปกครองที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้วางไว้ และสมัยของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายทหารกับนักศีกษาและประชาชน (พ.ศ. 2512-2516) ช่วงเวลานี้เกิดกลุ่มพลังทางการเมืองนอกระบบ อันได้แก่ กลุ่มปัญญาชน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองของไทยในสมัยต่อมา
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 มีเหตุการณ์การจับกุมผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจำนวนมากประท้วงรัฐบาล ในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 รัฐบาลได้ส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามจนเกิดจลาจล มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย บรรดา 3 ทรราชย์ ได้แก่ จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร, และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ได้เดินทางไปต่างประเทศ เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกเรียกว่า "วันมหาวิปโยค 14 ตุลา"
ภาพที่ 1 นิสิตและนักศึกษาพร้อมใจกันออกมาชุมนุมเพื่อขับไล่เผด็จการในช่วงเหตุการณ์วันมหาวิปโยค
ที่มา:https://www.matichon.co.th/columnists/news_1179037
หลังจากนั้นประเทศไทยมีรัฐบาลพลเรือนกับรัฐบาลทหารสลับกัน และมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง รัฐประหารครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ให้อำนาจการเมืองภาคประชาชนหลังจากนั้นก็เกิดการแบ่งแยกในหมู่ชาวไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนคือ ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต่อต้านทักษิณ ชินวัตร สวมเสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ต่อต้านการทำรัฐประหารและสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร สวมเสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ต่างฝ่ายต่างใช้พลังประชาชนในการบังคับให้รัฐบาลดำเนินการตามความต้องการของตน ความแตกแยกดังกล่าวนี้ลุกลาม รุนแรงขึ้น และยังมองไม่เห็นทางที่จะยุติปัญหา
ภาพที่ 2 ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%93_%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3#/media/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Thaksin_DOD_20050915.jpg
สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยม รัฐบาลจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากการบริหารใช้รูปแบบราชการ มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ความไร้ประสิทธิภาพของพนักงาน ตลอดจนไม่มี ความรู้ทางด้านการจัดการการแข่งขันในเรื่องตลาด
เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2484 มีผลกระทบกับเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก คนไทยเดือดร้อนเรื่องภาวะการครองชีพ ก่อนสงครามไทยสั่งสินค้าส่วนใหญ่จากยุโรป เมื่อการค้ากับยุโรปหยุดชะงัก พ่อค้าจะสั่งซื้อได้เฉพาะจากญี่ปุ่น สินค้าทุกประเภทจึงขาดตลาดอย่างรวดเร็วและมีราคาสูงเกินรายได้ของประชาชน และมีสินค้าหลายอย่างหาซื้อไม่ได้โดยเฉพาะน้ำมัน เกิดการค้าตลาดมืด การกักตุนสินค้า และการฉ้อราษฎร์บังหลวง ส่วนค่าครองชีพสูงขึ้นมาก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 นโยบายของรัฐบาลที่มีสัมพันธภาพกับโลกเสรี โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ เริ่มก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจไทย ภาวะเศรษฐกิจของไทยเติบโตขึ้น รัฐบาลยังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยม โดยเข้ามามีบทบาททั้งในฐานะผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจเอง และในฐานะผู้ส่งเสริมธุรกิจ ภาคเอกชน
การดำเนินงานด้านเศรษฐกิจแบบชาตินิยมได้ถูกยกเลิกเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ายึด อำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ใน พ.ศ. 2500 หลังจากนั้นรัฐบาลคณะปฏิวัติได้ดำเนินนโยบายเปิดเสรีด้านการลงทุนทางเศรษฐกิจ โดยการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2504 พัฒนาการของระบบเศรษฐกิจไทยก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบทุนนิยมเสรีอย่างเต็มที่
ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการออกรัฐนิยมรวม 12 ฉบับ รัฐนิยมเหล่านี้นำความแปลกใหม่มาสู่สังคมไทย เช่น เปลี่ยนชื่อประเทศ เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ นอกจากนี้ยังปรับปรุงวิถีชีวิตของสังคม เช่น กำหนดให้ประชาชนเคารพธงชาติ ออกกำลังกาย ทำสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ ฟังวิทยุกรมโฆษณาการ อ่านหนังสือ ฟังเทศน์ ผู้ชายผู้หญิงเลิกนุ่งโสร่ง โจงกระเบน หันมานุ่งกางเกงขายาว กระโปรงและสวมหมวก เลิกกินหมากกินพลู เลิกรับประทานอาหารด้วยมือให้ใช้ช้อนส้อมแทน
ภาพที่ 3 ป้ายประกาศของรัฐ รณรงค์ให้คนไทยปฏิบัติตามรัฐนิยม
ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87#/media/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Thai_culture_poster.PNG
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานการณ์ของโลกตึงเครียดจากการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านของไทย คือ พม่า มลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดจีน เรียกร้องเอกราชและดำเนินการขบวนการใต้ดินต่อต้านรัฐบาล จีนกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ. 2492 รัฐบาลไทยจึงดำเนินนโยบายเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ด้วยการมีสัมพันธภาพกับโลกเสรี โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา นโยบายดังกล่าวสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายประการ คือ มีการฟื้นฟูฐานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา มีการขยายการศึกษาภาคบังคับ และตั้งมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ เศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมขยายตัวทำให้แรงงานภาคเกษตรกรรมย้ายไปเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลดำเนินนโยบายผูกพันกับสหรัฐอเมริกา เพื่อมุ่งรับความช่วยเหลือด้านการทหารและเศรษฐกิจ และเกิดชนชั้นล่างขึ้นในสังคมไทย เช่น นักธุรกิจทั่วไป นักการธนาคาร รวมทั้งปัญญาชนอันเกิดจากการศึกษา