การตรวจสอบหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
เรียกว่า การวิพากษ์หลักฐาน มี 2 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวิเคราะห์และประเมินคุณค่าหลักฐานภายใน เป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหลักฐานว่า มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เน้นการวิเคราะห์เนื้อหาของเอกสาร ดูว่าข้อความสื่อถึงอะไร มีความหมายตรงกับคำที่ใช้ตามความเข้าใจในปัจจุบันหรือไม่ หรือแฝงนัยยะอะไรเอาไว้ แล้วมาพิจารณาว่ามีคุณค่า ความถูกต้องมากน้อยเพียงใด
2. การวิเคราะห์และประเมินคุณค่าหลักฐานภายนอก เป็นการตรวจสอบลักษณะโดยทั่วไป ใครเป็นผู้แต่ง เวลาที่แต่งขึ้น คุณสมบัติของผู้บันทึก ผู้บันทึกรู้ในเรื่องราวนั้นจริงหรือไม่ ใช้วิธีการบันทึกอย่างไร เป็นฉบับจริงหรือคัดลอก บันทึกโดยจุดมุ่งหมายใด ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น รวมทั้งใช้การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาอายุของหลักฐาน เป็นต้น ดังนั้น การวิพากษ์หลักฐานภายนอกจึงเป็นเพียงการประเมินตัวหลักฐาน มิได้มุ่งเน้นที่ข้อมูลในหลักฐาน
การพิจารณาจากลักษณะภายนอกของหลักฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รู้จักตัวหลักฐานนั้นเป็นอย่างดี รวมทั้งรู้ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือปลอม สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่
1) อายุของหลักฐาน การรู้ว่าหลักฐานสร้างหรือเขียนขึ้นเมื่อไร ทำให้เราตีความสำนวนภาษาที่ใช้ได้ถูกต้อง และเข้าใจสิ่งที่หลักฐานกล่าวถึงโดยอาศัยสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัยนั้นมาประกอบ แต่หากไม่มีการระบุศักราชที่เขียนหรือสร้างขึ้น ให้พิจารณาจาก
- รูปแบบของตัวอักษร เนื่องจากสามารถเทียบเคียงกับเอกสารอื่น ๆ ที่ระบุปีได้
- สำนวนโวหารจากเนื้อความในหลักฐาน
- หากทราบตัวผู้แต่งก็สามารถอนุมานอายุของเอกสารได้
- หลักฐานทางโบราณคดี ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการตรวจหาอายุ 2) ผู้สร้างหรือผู้เขียนหลักฐาน การรู้ว่าใครเป็นผู้สร้างหรือผู้เขียนหลักฐานทำให้เราสืบค้นได้ว่า ผู้นั้นมีภูมิหลังอย่างไร เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเหตุการณ์ หรือไม่มีอคติต่อสิ่งที่เขียนหรือไม่ 3) จุดมุ่งหมายของหลักฐาน ช่วยให้เราตีความข้อมูลในหลักฐาน และเข้าใจจุดมุ่งหมายของหลักฐานช่วยให้ประเมินความน่าเชื่อถือได้ เช่น โคลงที่แต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ย่อมหลีกเลี่ยงที่จะไม่กล่าวถึงด้านลบของพระมหากษัตริย์องค์นั้น จากหลักฐานที่ยกตัวอย่างมานั้น เมื่อนำมาใช้จะต้องแยกแยะข้อเท็จจริงออกมาให้ได้ 4) รูปเดิมของหลักฐาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนมากไม่ได้ปรากฏในรูปเดิม ยกเว้น ศิลาจารึก ในส่วนวรรณคดี หรือเอกสารโบราณ พงศาวดารส่วนใหญ่ของไทยเป็นฉบับที่ผ่านการชำระ จึงมักมีการตัดทอนหรือเพิ่มเติมเนื้อความ แก้ไขสำนวนโวหาร รวมทั้งแทรกทัศนคติของยุคสมัยที่มีการชำระพงศาวดารนั้นลงไปด้วย ทำให้ผิดไปจากหลักฐานเดิม