วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลังจากที่รัชกาลที่ 7 ทรงครองราชย์ได้ 7 ปี คณะผู้ก่อการซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” ประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน จำนวน 99 คน ได้ทำการยึดอำนาจ และเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือ “ราชาธิปไตย” มาเป็นระบบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย” และได้อัญเชิญรัชกาลที่ 7 ขึ้นเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับได้ว่ารัชกาลที่ 7 ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกในระบอบประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2,000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าเสมือนประกาศยึดอำนาจการปกครอง
ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ได้เตรียมการเพื่อที่จะให้ประชาชน มีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย และเลือกผู้ที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แต่ก็ยังมิทันสำเร็จก็ถูกยึดอำนาจจากคณะราษฎรเสียก่อน โดยทรงให้ร่างรัฐธรรมนูญไว้
2 ฉบับ เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ แต่ทั้งสองฉบับนั้นมีเนื้อหาที่แสดงว่า พระมหากษัตริย์ยังคงควบคุมดูแลอำนาจทั้งสามฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญที่รัชกาลที่ 7
จะพระราชทานทั้งสองฉบับนั้น ฉบับแรกร่างโดยพระยากัลยาณไมตรี (Dr.Francis B. Sayre) และฉบับที่สองชื่อ “An Outline of Changes in the Form of Government” ร่างโดย นายเรมอน บี. สตีเวนส์ (Raymond B. Stevens) และพระศรีวิศาลวาจา โดยทรงตั้งใจจะพระราชทานในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 แต่ถูกอภิรัฐมนตรีสภาคัดค้านเสียก่อน ดังนั้น รัชกาลที่ 7 จึงไม่ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานรัฐธรรมนูญใด ๆ เลย
การเปลี่ยนแปลงการปกครองมีผู้ดำเนินการปฏิวัติ เรียกว่า “คณะราษฎร” (จำนวน 99 คน) โดยแบ่งผู้นำเป็น 2 ฝ่าย คือ
การดำเนินงานทำกันอย่างรอบคอบ เพราะเกรงว่าจะล้มเหลวเหมือนคราวกบฎ ร.ศ. 130 โดยมีการรวมตัวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2470 ประชุมกันที่หอพักกรุงปารีส ฝรั่งเศส โดยมีมติให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้าคณะราษฎร
การยึดอำนาจการปกครองของคณะราษฎร สามารถกระทำได้สำเร็จในเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎรได้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชการซึ่งเป็นที่นับถือของประชาชนมาไว้เป็นตัวประกัน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ครั้นพอเหตุการณ์สงบลงคณะราษฎร จึงปล่อยข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งนี้คณะราษฎร ได้เสนอหลัก 6 ประการ เป็นอุดมการณ์ในการปกครองประเทศไว้ ได้แก่
ขณะนั้นรัชกาลที่ 7 เสด็จฯแปรพระราชฐานไปยังพระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้ส่งนาวาโทหลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) เป็นผู้นำหนังสือไปกราบบังคมทูลให้ทรงยอมเป็นกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้น และเมื่อผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และได้มีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
แม้ว่าพระองค์จะมีพระราชประสงค์ และจุดมุ่งหมายให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย คือ การให้อำนาจปกครองตนเองแก่ประชาชนมากขึ้น แต่ทว่าพระองค์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำของคณะราษฎรหลายประการ ประกอบกับพระสุขภาพพลานามัยเกี่ยวกับสายพระเนตร จึงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศอังกฤษเพื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดพระเนตร โดยเสด็จพระราชดำเนินพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ออกจากพระนคร เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476
ต่อมาจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายใน โดยเฉพาะเหตุการณ์กบฏบวรเดช เป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติขณะประทับอยู่ ณ บ้านโนล แครนลี ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 และทรงประทับพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ณ ประเทศอังกฤษนั้นเอง โดยมิได้เสด็จนิวัติประเทศไทยอีกเลย จนกระทั่งเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ด้วยโรคพระหทัยวาย ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา
1. ผลกระทบทางด้านการเมือง
การเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการสิ้นสุดพระราชอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และทรงยินยอมพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทยแล้วก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงว่าประชาชนจะมิได้รับอำนาจการปกครองที่พระองค์ทรงพระราชทานให้โดยผ่านทางคณะราษฎรอย่างแท้จริง พระองค์จึงทรงใช้ความพยายามที่จะขอให้ราษฎรได้ดำเนินการปกครองประเทศด้วยหลักการแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่พระองค์ก็มิได้รับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎรแต่ประการใด จนกระทั่งภายหลังพระองค์ต้องทรงประกาศสละราชสมบัติใน พ.ศ. 2477
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยังก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทั้งนี้เป็นเพราะยังมีผู้เห็นว่าการที่คณะราษฎรยึดอำนาจการปกครองมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ยังมิได้เป็นไปตามคำแถลงที่ให้ไว้กับประชาชน อีกทั้งการที่คณะราษฎรได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สมุดปกเหลือง) เพื่อดำเนินการปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศตามหลักการ ข้อ 3 ในอุดมการณ์ 6 ประการ ของคณะราษฎรที่ได้ประกาศไว้เมื่อครั้งกระทำการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ปรากฏว่าหลายฝ่ายมองว่าเค้าโครงเศรษฐกิจมีลักษณะโน้มเอียงไปในทางหลักเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ดังนั้น ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสิ้นสุดลงแล้วไม่นาน (รัชกาลที่ 7 ได้มีข้อวิจารณ์สมุดปกเหลือง เรียกว่า "สมุดปกขาว")
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) นายกรัฐมนตรี เห็นว่าการบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งในเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจไม่สามารถจะดำเนินต่อไปได้ จึงประกาศปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันส่งผลให้พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนานำกำลังทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 และหลังจากนั้น พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินสืบมา
เมื่อรัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เข้าบริหารประเทศได้ไม่นาน ก็มีบุคคลคณะหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า "คณะกู้บ้านกู้เมือง" นำโดยพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช ได้ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 โดยอ้างว่ารัฐบาลได้ทำการหมิ่นประมาทองค์พระประมุขของชาติ และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเป็นผู้ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจอันอื้อฉาวเข้าร่วมในคณะรัฐบาล พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการปกครองประเทศในระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ในที่สุดรัฐบาลนำโดยพันโทหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตะสังคะ) ก็สามารถใช้กำลังปราบคณะรัฐประหารของคณะกู้บ้านกู้เมืองได้สำเร็จ เหตุการณ์ความขัดแย้งในครั้งนั้นจึงถูกเรียกว่า "กบฏบวรเดช" และทำให้หลายฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลโจมตีว่ารัชกาลที่ 7 ทรงอยู่เบื้องหลังกลุ่มกบฏ (หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชื่อเสียงของพันโทหลวงพิบูลสงครามได้เฟื่องฟูมากขึ้น ในฐานะผู้นำการปราบกบฏ และเป็นบันได้ขั้นแรกในการก้าวขึ้นสู่อำนาจของตน)
หลังจากนั้นก็มีการจับกุมและกวาดล้างผู้ต้องสงสัยว่าจะร่วมมือกับคณะกู้บ้านกู้เมืองจนดูเหมือนว่าประเทศไทยมิได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระยะนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นความขัดแย้งสืบต่อกันมาในยุคหลัง ปัญหาการเมืองดังกล่าวได้กลายเป็นเงื่อนไขให้สถาบันทางการเมืองในยุคหลัง ๆ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการพัฒนาการทางการเมืองมิได้เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และเป็นการสร้างธรรมเนียมการปกครองที่ไม่ถูกต้องให้กับนักการเมืองและนักการทหารในยุคหลังต่อ ๆ มา ซึ่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยต้องประสบกับความล้มเหลวเพราะการใช้กำลังบีบบังคับอยู่เป็นประจำถึงปัจจุบัน
2. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
การอภิวัฒน์สยามปี พ.ศ. 2475 นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญของไทย แต่ถ้าพิจารณาถึงผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผลกระทบทางการเมืองจะมีมากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เป็นเพราะความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่คณะราษฎรได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นผู้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเพื่อนำเสนอนั้น มิได้รับการยอมรับจากคณะราษฎรส่วนใหญ่ ดังนั้นระบบเศรษฐกิจภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงยังคงเป็นแบบทุนนิยมเช่นเดิม และโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังคงเน้นที่การเกษตรกรรมมากกว่าอุตสาหกรรม ซึ่งต่างจากประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการที่คณะราษฎรตกลงกันได้แต่เพียงว่าจะเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ไม่สามารถจะตกลงอะไรได้มากกว่านั้น กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองเป็นไปตามที่ตนต้องการ นอกจากนี้กลุ่มผลประโยชน์ที่ครอบครองที่ดินและทุนอันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญก็รวมตัวกันต่อต้านกระแสความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินและเงินทุนจากของบุคคลเป็นระบบสหกรณ์
3. ผลกระทบทางด้านสังคม
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพอสมควร คือ ประชาชนเริ่มได้รับเสรีภาพและมีสิทธิต่าง ๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง ในขณะที่บรรดาเจ้าขุนมูลนาย ขุนนาง ซึ่งมีอำนาจภายใต้ระบอบการปกครองดั้งเดิมได้สูญเสียอำนาจและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยมีมาก่อน โดยที่คณะราษฎรได้เข้าไปมีบทบาทแทนบรรดาเจ้านายและขุนนางในระบบเก่าเหล่านั้น เนื่องจากคณะราษฎรมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาของราษฎรอย่างเต็มที่ ตามหลัก 6 ประการ ของคณะราษฎร รัฐบาลจึงได้โอนโรงเรียนประชาบาลที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลที่รัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นให้เทศบาลเหล่านั้นรับไปจัดการการศึกษาเอง เท่าที่เทศบาลเหล่านั้นจะสามารถรับโอนไปจากกระทรวงธรรมการได้ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงการศึกษาของบุตรหลานของตนเอง นอกจากนั้นรัฐบาลได้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่นด้วยการจัดตั้งเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร มีสภาเทศบาลคอยควบคุมกิจการบริหารของเทศบาลเฉพาะท้องถิ่นนั้น ๆ โดยมีเทศมนตรีเป็นผู้บริหารตามหน้าที่
ในปี พ.ศ. 2479 รัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2479 โดยกำหนดแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ประเภท คือ สายสามัญศึกษาและสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของอาชีวศึกษาอย่างแท้จริง โดยได้กำหนดความมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่เรียนจบการศึกษาในสายสามัญ ได้เรียนวิชาอาชีพเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากเรียนวิชาสามัญ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่จะออกไปประกอบอาชีพต่อไป
การเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้ชนชั้นเจ้านายและขุนนางในระบบเก่าถูกลิดรอนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น พระมหากษัตริย์จะได้รับเงินจากงบประมาณเพียงปีละ 1-2 ล้านบาท จากเดิมเคยได้ประมาณปีละ 2-10 ล้านบาท เงินปีของพระบรมวงศานุวงศ์ถูกลดลงตามสัดส่วน ขุนนางเดิมถูกปลดออกจากราชการโดยรับเพียงบำนาญ และเจ้านายบางพระองค์ถูกเรียกทรัพย์สินสมบัติคืนเป็นของแผ่นดิน