พระราชประวัติของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือ พญาร่วง (พระร่วง) หรือ "พระบาท
กมรเตงอัญศรีรามราช" เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงศ์พระร่วง แห่งอาณาจักรสุโขทัย เสวยราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822 ถึงประมาณ พ.ศ. 1841
รัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นยุคที่กรุงสุโขทัยเฟื่องฟูและเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก ระบบการปกครองภายในก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยอย่างมีประสิทธิภาพ มีการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนข้างเคียงทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทรงส่งเสริมการค้าขายอย่างเสรีภายในราชอาณาจักรด้วยการไม่เก็บภาษีผ่านด่านหรือ “จกอบ” (จังกอบ) ประชาชนอยู่ดีกินดี สภาพบ้านเมืองก้าวหน้าทั้งทางเกษตร
การอุตสาหกรรม (การผลิตเครื่องสังคโลก) และการศาสนา (ชาวสุโขทัยนับถือพระพุทธศาสนา และบรรดาผี ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม) อ้างอิงจากศิลาจารึกหลักที่ 1 ดังนี้ “เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำ มีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่าง เพื่- อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใคร จักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” (ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 18-21)
มีความเชื่อกันว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงโปรดฯให้สร้างสรีดภงส์ หรือ ทำนบพระร่วง มีลักษณะเป็นคันดินกั้นน้ำระหว่างเขาพระบาทใหญ่และเขากิ่วอ้ายมา ทำหน้าที่เป็นทำนบกั้นน้ำหรือเขื่อน มีระบบชักน้ำไปตามคลองส่งน้ำลำเลียงไปตามคลองสู่กำแพงเมืองเก่า แล้วน้ำจะไหลเข้าสู่สระตระพังเงินสระตระพังทองเพื่อใช้สอยในเมืองสุโขทัย แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการแก้ปัญหาน้ำแล้ง
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เมื่อ พ.ศ. 1826 ทรงเรียกอักษรดังกล่าวว่า "ลายสือไทย" จากการศึกษาพบว่าตัวอักษรไทยนี้ไม่เคยมีการพบที่ไหนมาก่อนหรือมีขึ้นก่อนยุคสุโขทัย แสดงให้เห็นว่าตัวอักษรไทยหรือลายสือนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นกรุงสุโขทัยนี้เอง อ้างอิงจากศิลาจารึกหลักที่ 1 ดังนี้ “๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่-อขุนผู้นั้นใส่ไว้ พ่อขุนรามคำแหงนั้นหา เป็นท้าว เป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย หาเป็น ครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลายให้รู้ บุญรู้ธรรมแท้ แต่คนอันมีในเมืองไทยด้วย รู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะ ด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้” (ด้านที่ 4 บรรทัดที่ 9-16)
ตัวอักษรไทยในสมัยนั้น เขียนตัวพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์เพียงพอที่เขียนตามการออกเสียงได้ทุกคำ วิธีการเขียนสระ วรรณยุกต์จะอยู่เรียงในบรรทัดเดียวกันหมด ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) มีการเปลี่ยนแปลงการเรียงตัวอักษรเล็กน้อย มีการวางตัวสระบางตัวไว้ข้างบน บางตัวไว้ข้างล่างตามแบบอักษรขอมที่ชาวสุโขทัยใช้กันก่อนเกิดลายสือไทย
อักษรไทยของพ่อขุนรามคำแหงใช้แพร่หลายไปยังดินแดนต่าง ๆ เช่น อาณาจักรล้านนามีการรับลายสือไทยในสมัยพระสุมณเถระ พระสงฆ์จากสุโขทัยที่ได้เดินทางเข้าไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังมีการข้ามไปยังอาณาจักรล้านช้าง และมีการใช้สืบมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งปัจจุบัน ผ่านการปรับเปลี่ยน เพิ่มเติม แก้ไข ให้เหมาะสมในแต่ละยุคสมัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปราสาททอง และพระราชมารดา (พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) เสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ. 2175 เมื่อแรกเสด็จพระบรมราชสมภพนั้น พระญาติเห็นพระโอรสมีสี่กร พระราชบิดาจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "พระนารายณ์"
หรือ พระเจ้าลูกเธอพระนารายณ์ราชกุมาร ทรงรับการศึกษาจากพระโหราธิบดี (พระโหราธิบดี เป็นราชทินนามประจำตำแหน่ง) ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงในราชสำนัก รับผิดชอบหน้าที่โหรหลวง และพิธีพราหมณ์ทั้งปวง และพระอาจารย์พรหม พระพิมลธรรม รวมทั้งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นชื่อสมณศักดิ์ดังกล่าว) พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ระดับสูงในพระนคร
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199 มีพระนามอย่างเป็นทางการ “สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 3” เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา
หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2209 และเสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับที่ลพบุรีทุก ๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จฯสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2231 ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์
พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี
ในช่วงรัชสมัยนี้ ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายอย่างมากมาย โดยเฉพาะชาติตะวันตก
ทั้งเข้ามาค้าขาย เผยแพร่ศาสนาเจริญสัมพันธไมตรี รวมทั้งเข้ามารับราชการ โดยชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานี้ คือ คอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine Phualkon) เป็นนักผจญภัยชาวกรีก ซึ่งได้มีโอการรับราชการในราชสำนัก และเป็นที่โปรดปราน ถึงขั้นได้รับการอวยยศขึ้นเป็นออกญาวิไชยเยนทร์ ดำรงตำแหน่งสมุหนายก และมีอิทธิพลในราชสำนักอยุธยาช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีชาวตะวันตกอีกมากมายที่ได้เดินทางเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขาเหล่านั้นได้บันทึกสภาพบ้านเมือง และสภาพสังคม ความเป็นอยู่ในเวลานั้นไว้อีกด้วย ซึ่งบันทึกเหล่านั้นได้กลายมาเป็นหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น "บันทึกการเดินทางสู่ราชอาณาจักรสยาม" (A relation of the voyage to Siam) ของบาทหลวงกีย์ ตาชารค์ (Guy Tachard) หัวหน้าคณะบาทหลวงนิกายเยซูอิต (Jesuit) ที่ได้ร่วมเดินทางมากับคณะราชทูตชุดแรกของฝรั่งเศส นำโดยเชอวาเลีย เดอ โชมงต์ (Alexandre, Chevalier de Chaumont) ในการเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักอยุธยา โดยพระราชบัญชาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV of France) และมงซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ (Simon de la Loubère) หัวหน้าคณะราชทูตที่ถูกส่งมาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักอยุธยาครั้งที่ 2
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นับได้ว่ามีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะชาติตะวันตก เช่น จีน, ญี่ปุ่น, เปอร์เซีย, อังกฤษ, ฮอลันดา, และฝรั่งเศส มีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึงคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine Phualkon) เป็นนักผจญภัยชาวกรีก ซึ่งได้มีโอการรับราชการในราชสำนัก และเป็นที่โปรดปราน ถึงขั้นได้รับการอวยยศขึ้นเป็นออกญาวิไชยเยนทร์ ดำรงตำแหน่งสมุหนายก และมีอิทธิพลในราชสำนักอยุธยาช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว
ฝรั่งเศสถือเป็นประเทศที่ได้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีมากประเทศหนึ่ง เห็นได้จากการเดินทางมาของเชอวาเลีย เดอ โชมงต์ ราชทูตจากราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายพระราชสาสน์แด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ พระบรมมหาราชวัง กรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2228 ในครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์สำคัญจนมีการจดจำแล้วทำเป็นภาพพิมพ์ขึ้นมา คือ นับเป็นครั้งแรกที่ราชสำนักสยามได้ผ่อนปรนพิธีการในราชสำนักให้เป็นที่พอใจแก่คณะราชทูต คือ อนุญาตให้ราชทูตเดินเข้ามาแทนการมอบคลาน สวมรองเท้าและให้นั่งเก้าอี้ได้อีกทั้งยังยืนถวายพระราชสาสน์ต่อพระหัตถ์โดยตรงแบบตะวันตก และเชอวาเลีย เดอ โชมงต์ เองก็ไม่ยอมชูพานขึ้นสูง สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงโน้มพระวรกายจากพระบัญชรลงมารับ
ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังโปรดฯให้แต่งตั้งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้งด้วยกัน ครั้งที่สำคัญ คือ คณะราชทูตของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน์แด่พระนารายณ์ต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
ณ พระราชวังแวร์ซายส์ (Versilles Palace) เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2229 โดยคณะของ
ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) นี้เป็นคณะที่ 3 ในการไปครั้งนี้นอกจากเพื่อถวายพระราชสาสน์แล้วยังเพื่อไปศึกษาความก้าวหน้าของบ้านเมืองและวิทยาการของฝรั่งเศส
ในช่วงปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีนโยบายให้ศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะการทำแผนที่โลกที่ถูกต้องและการกำหนดเส้นแวง (ระยะทางห่างกันของพื้นที่สองแห่งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก) ให้กับโลก จึงโปรดฯให้ส่งนักดาราศาสตร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักบวชคณะเยซูอิตออกไปทำการศึกษา
ฝ่ายคณะศึกษาดาราศาสตร์ได้ตัดสินใจเลือกสยามและจีนเป็นสถานที่ศึกษาในซีกโลกตะวันออก สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงให้การสนับสนุนโครงการนี้ โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งสถานที่ศึกษาค้นคว้า เช่น หอดูดาวที่พระนครศรีอยุธยาและลพบุรี (วัดสันเปาโล จังหวัดลพบุรี) และโปรดฯให้คณะราชทูตที่เดินทางไปยังฝรั่งเศสซื้อกล้องโทรทัศน์ ลูกโลก และเครื่องมือดาราศาสตร์จากกรุงปารีส
อีกทั้งยังทรงร่วมทอดพระเนตรปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ดังหลักฐานที่บันทึกไว้คือ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2228 ว่าทรงร่วมสังเกตปรากฏการณ์จันทรุปราคาร่วมกับบาทหลวงนักดาราศาสตร์นิกายเยซูอิตของฝรั่งเศส ณ พระตำหนักทะเลชุบศร (พระที่นั่งเย็น) เมืองลพบุรี และวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231
ทรงร่วมสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่พระตำหนักทะเลชุบศร (พระที่นั่งเย็น)
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเห็นว่าเมืองลพบุรีตั้งอยู่ในที่ดอน เมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำในแม่น้ำมีไม่เพียงพอ ผู้คนขาดน้ำกินน้ำใช้นานถึงปีละ 4-5 เดือน ส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดการน้ำ จึงโปรดฯให้สร้างระบบเก็บน้ำ โดยสร้างถังพักตะกอน และจ่ายน้ำไปตามท่อน้ำดินเผาที่ฝั่งใต้ดิน เพื่อใช้ในพระราชวัง วัดต่าง ๆ และบ้านขุนนางสำคัญ ระบบการจัดการน้ำในระยะแรกได้มีการใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำโบราณ คือทะเลชุบศร สันนิษฐานว่าโครงการนี้ได้รับคำปรึกษาจากวิศวกรชาวเปอร์เซีย-โมกุล โดยบันทึกของนิโกลาส์ แชร์แวร์ (Nicolas Gervaise) ระบุว่า "ระบบน้ำเมืองลพบุรีใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี ต่อมาในช่วงปลายรัชสมัย เมื่อเมืองลพบุรีมีขนาดใหญ่โตขึ้น ความต้องการน้ำจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดโครงการหาแหล่งป้อนน้ำใหม่ โดยโครงการนี้ได้บาทหลวงฝรั่งเศสและอิตาลีมาเป็นผู้รับผิดชอบ และได้เลือกชักน้ำจากห้วยซับเหล็กซึ่งห่างจากเมืองลพบุรีไปทางทิศตะวันออกประมาณ 12 กิโลเมตร ผ่านท่อส่งน้ำ จนถึงสระพักตะกอนน้ำที่บ้านวังศาลา จากนั้นจึงบังคับน้ำให้ไหลตามท่อดินเผา ตรงมายังพระราชวัง และภายในพระราชวังเองยังมีการรับเทคโนโลยีการสร้างน้ำพุเพื่อตกแต่งสวนตามแบบตะวันตกด้วย"
ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงส่งเสริมงานวรรณกรรมมากที่สุดยุคหนึ่ง เห็นได้จากพระปรีชาญาณในด้านวรรณคดีอย่างสูง ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเรื่อง เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ (ในช่วงตอนท้าย), ทศรสสอนพระราม, พาลีสอนน้อง, และทรงสนับสนุนกวี ได้แก่ พระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู (ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก), และศรีปราชญ์ (งานชิ้นสำคัญคือ หนังสือกำศรวลศรีปราชญ์, และอนุรุทรคำฉันท์)