ภูเขาไฟมีทั้งที่ดับแล้ว และที่ยังมีพลังอยู่ ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่รอการประทุ กำลังปะทุหรือปะทุแล้วดับชั่วคราว อาจประทุใหม่ได้ ภูเขาไฟส่วนใหญ่จะพบบริเวณแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหรือแนววงแหวนแห่งไฟ (กล่าวในหัวข้อแผ่นดินไหว)
1. การปะทุของแมกมา แก๊ส และเถ้าธุลีภูเขาไฟจากใต้เปลือกโลก
การปะทุมักมีสัญญาณบอกเหตุให้รู้ล่วงหน้า เช่น แผ่นดินไหวในบริเวณรอบ ๆ ภูเขาไฟเกิดการสั่นสะเทือน มีเสียงคล้ายฟ้าร้อง เสียงที่ดังนั้นเกิดจากการเคลื่อนไหวของแมกมา แก๊สต่าง ๆ และไอน้ำที่ถูกอัดไว้ เมื่อเกิดการปะทุ ลาวา เศษหิน ฝุ่นละออง เถ้าถ่านภูเขาไฟ จะถูกพ่นออกมาทางปล่องภูเขาไฟหรือออกมาทางช่องด้านข้างของภูเขาไฟ หรือตามรอยแตกแยกของภูเขาไฟ แมกมาเมื่อขึ้นสู่ผิวโลกจะเรียกวา “ลาวา” (Lava) ลาวาที่ออกสู่พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิสูงถึง 1,200 °C ไหลไปตามความลาดเอียงของพื้นที่ การปะทุลักษณะนี้จะมีความรุนแรงมาก และส่งผลกระทบมากมายต่อบริเวณใกล้เคียง เช่น
2. การปะทุของหินหนืดหรือแมกมา
ภายในแมกมาจะมีแก๊สอยู่ เมื่อแมกมาเคลื่อนขึ้นมาใกล้ผิวโลกตามช่องเปิดแก๊สต่าง ๆ ที่ละลายอยู่จะแยกตัวออกเป็นฟองแก๊สจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความหนืดของแมกมาตรงที่เกิดฟองจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยจนเกิดการแตกร้าวของฟองแก๊สพร้อม ๆ กับการขยายตัวแล้วเกิดปะทุออก เช่น การปะทุของภูเขาไฟแถบหมู่เกาะฮาวาย
1. ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน มีทั้งการเกิดแผ่นดินไหวเตือน แผ่นดินไหวจริง และแผ่นดินไหวติดตาม ถ้าประชาชนไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในเชิงภูเขาไฟอาจหนีไม่ทันและอาจเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินได้
2. การเคลื่อนที่ของลาวา อาจไหลมาจากปากปล่องภูเขาไฟและเคลื่อนที่เร็วถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มนุษย์และสัตว์อาจหนีภัยไม่ทันและเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
3. การเกิดฝุ่นภูเขาไฟ เถ้าภูเขาไฟ ปะทุขึ้นสู่บรรยากาศครอบคลุมอาณาบริเวณใกล้ภูเขาไฟ และลมอาจพัดพาไปไกลจากแหล่งภูเขาไฟปะทุหลายพันกิโลเมตร ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศและทางน้ำ ในแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน เมื่อฝนตกหนักอาจจะเกิดน้ำท่วมและโคลนถล่มตามมาจากฝุ่นและเถ้าภูเขาไฟเหล่านั้น
4. เกิดคลื่นสึนามิ ขนาดเกิดการปะทุของภูเขาไฟ โดยเฉพาะภูเขาไฟใต้ท้องทะเล คลื่นนี้อาจโถมเข้าฝั่งสูงขนาดตึก 3 ชั้นขึ้นไป